แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำนาน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตำนาน แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

Legend of Nong Khai

ประวัติความเป็นมาของจังหวัดหนองคาย

   
   ความเป็นมาของเมืองหนองคาย เริ่มต้นเมื่อกว่า 200 ปี เศษพื้นที่บริเวณริมฝั่งโขงนี้ เดิมเคยเป็นที่ตั้งของเมืองเล็กๆ 4 เมือง คือ เมืองพานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค และเมืองปากห้วยหลวง และการปกครองในสมัยนั้นเป็น “ระบบอาญาสี่
        ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้ตั้งตนเป็นกบฏ จึงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เจ้าพระยาราชเทวียกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยมีท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) เจ้าเมืองยโสธร และพระยาเชียงสา เป็นกำลังสำคัญในการช่วยทำศึกจนได้รับชัยชนะเมื่อปี พ.ศ. 2370 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวสุวอ ขึ้นเป็นเจ้าเมือง โดยจัดตั้งเมืองใหญ่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงคอยควบคุมพื้นที่และเลือกสร้างเมือง ที่บ้านไผ่แล้วตั้งชื่อเมืองว่า “หนองคาย” ตามชื่อหนองน้ำใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองเพื่อให้เป็นมงคลนาม และเมืองหนองคายก็ได้มีวิวัฒนาการตามสภาวความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง จนกระทั่งได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นจังหวัดหนองคาย ในปัจจุบัน มีอายุรวม 175 ปี
        เมืองหนองคายตั้งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกับเมืองเวียงจันทน์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรล้านช้าง (ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน) เดิมเป็นชุมชนเล็กๆ เรียกว่า “บ้านหนองไผ่” และบริเวณใกล้เคียงกับบ้านหนองไผ่ไปทางเหนือแม่น้ำโขงนั้น มีชุมชนใหญ่เคยเป็นเมืองสำคัญของอาณาจักรล้านช้าง คือ เมืองพานพร้าว (บริเวณอำเภอศรีเชียงใหม่ อยู่ตรงกันข้ามกับเมืองเวียงจันทน์) เมืองเวียงคุก (เคยเป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งของอาณาจักรล้านช้างปัจจจุบันอยู่ในอำเภอ ท่าบ่อและบางส่วนของอำเภอเมืองหนองคาย) และเมืองปากห้วยหลวง (ปัจจุบันคืออำเภอโพนพิสัย) เมืองทั้ง 4 เมืองดังกล่าวนี้ มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง นั่นคือเจ้าครองเมืองปากห้วยหลวง จำนวนมากได้รับการแต่งตั้งเป็นกษัตริย์ครองนครเวียงจันทน์



 ชุมชนเมืองหนองคาย

        บริเวณที่เป็นเมืองหนองคายในปัจจุบัน เดิมเป็นชุมชนเล็กๆ เรียกว่า “บ้านหนองไผ่” ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับเมืองเวียงจันทน์ (สมัยนั้นเมืองเวียงจันทน์หรือนครเวียงจันทน์ เป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรล้านช้าง) ต่อมาเมื่อกองทัพสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีและเจ้าพระยาสุรสีห์เป็นแม่ทัพได้ ชัยชนะเมืองเวียงจันทน์ พ.ศ.2322 ประชาชนจำนวนมากของเมืองเวียงจันทน์ต่างก็หนีสงครามแตกฉานซ่านเซ็น บางพวกก็ถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่ที่หัวเมืองชั้นในอันได้แก่หัว เมืองภาคกลาง เช่น จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดราชบุรี จังหวัดสระบุรี และจังหวัดลพบุรี เป็นต้น ส่วนที่เหลือก็ตั้งชุมชนอยู่บริเวณเมืองพานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค และเมืองโพนพิสัย (สมัยนั้นเรียกว่าเมืองโพนแพน ปัจจุบันออกเสียงว่า โพนแพง) เมื่อผู้คนหายตื่นตระหนกกับศึกสงครามแล้ว ชาวเมืองเวียงจันทน์ก็อพยพกลับภูมิลำเนาเดิม ตรงกับสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งเชื้อพระวงศ์อาณาจักรล้านช้างไปปกครองเมืองเวียงจันทน์
        ส่วนชุมชนชายฝั่งแม่น้ำโขงตะวันตก (เขตจังหวัดหนองคาย) ไม่พบหลักฐานว่าได้ทรงตั้งเมือง หรือให้อยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์เมืองเวียงจันทน์ (เมืองเวียงจันทน์มีฐานะเป็นเมืองประเทศราช) แต่กระนั้นก็ตามเมืองโพนแพง (อำเภอโพนพิสัย) หรือเมืองปากห้วยหลวงนั้นเป็นชุมชนใหญ่มีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ได้พบหลักฐานว่ามีเจ้าเมืองปกครองอยู่ในตำแหน่ง “พระละครเมืองแพน” เมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งเมืองหนองคาย และโปรดเกล้า ฯ ให้ท้าวสุวอ เป็นพระปทุมเทวาภิบาล เป็นเจ้าเมือง และเจ้าเมืองในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น ดูเหมือนจะมีอำนาจครอบคลุมเมืองโพนแพงด้วย
        เรื่องราวของเมืองหนองคาย หรือเมืองโพนแพน (โพนพิสัย) จึงมีหลักฐานเพียงเล็กน้อยดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น และไม่ทราบว่าเมืองหนองคายหรือเมืองโพนพิสัยนั้นข้าราชการขึ้นอยู่กับเมือง เวียงจันทน์หรือขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์ (ไม่พบหลักฐานที่เป็นรายละเอียดกว่านี้ อีกประการหนึ่งเอกสารดังกล่าวก็ไม่ได้ให้ศักราชไว้ว่าเป็นเหตุการณ์ในปี พ.ศ.ใด) ครั้นเมื่อสมัยปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์เรียบร้อยแล้วราชธานีไทยคือกรุงรัตนโกสินทร์ มีเหตุการณ์เกี่ยวพันกับหัวเมืองต่าง ๆ ในภาคอิสานมากขึ้น จึงพบเอกสารหลักฐานที่กล่าวโยงถึงเมืองหนองคาย เพิ่มบ้างดังนี้
        เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ โอรสเจ้าสิริบุญสารแห่งเมืองเวียงจันทน์เติบโตและเล่าเรียนสรรพวิทยาการที่ กรุงเทพฯ ครั้นเจริญวัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าฯ ให้ครองเมืองเวียงจันทน์แทนเจ้านันทเสน(พี่ชาย) ตอนปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 1 เจ้าอนุวงศ์มีความใกล้ชิดและคุ้นเคยกับเชื้อพระวงศ์ในกรุงเทพ และขุนนาง เสนาบดีผู้ใหญ่จำนวนมากเจ้าอนุวงศ์มีความคิดที่จะกอบกู้หัวเมืองอิสานที่ตก อยู่ในฐานะเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ (สมัยรัชกาลที่ 1 – รัชการที่ 5 ไทยปกครองหัวเมืองทางภาคอิสานในฐานะประเทศราชเกือบทุกเมืองคือส่งส่วยอากร และเกณฑ์แรงงานมาช่วยราชธานีรวมทั้งเกณฑ์กองทัพช่วยรบศึกพม่า) เจ้าอนุวงศ์ได้ติดต่อกับเจ้าเมืองทางภาคอิสาน ประกอบด้วยเจ้าราชบุตร (โย้) บุตรเจ้าอนุวงศ์ได้เป็นเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์อีกด้วย ฉะนั้นเจ้าอนุวงศ์จึงคิดการใหญ่ ยกทัพเข้ามายึดเมืองนครราชสีมา
        พระยาราชสุภาวดี (สิงห์ สิงหเสนี) ภายหลังได้ดำรงตำแหน่งเจ้าพระยาบดินทร์เดชา สมุหนายก ได้เป็นแม่ทัพไปปราบเจ้าอนุวงศ์ในครั้งนั้นและเป็นกองทัพสำคัญที่มีบทบาทใน การปราบกบฏโดยจับตัวเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์ได้ เมื่อ พ.ศ.2370 จึงจัดราชการบ้านเมือง ยุบเมืองเวียงจันทน์เป็นเมืองร้าง ให้ผู้คนอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณเมืองหนองคาย จึงกราบบังคมทูลขอพระกรุณาแต่งตั้งท้าวสุวอหรือท้าวสุวอธรรมา ซึ่งเป็นเชื้อสายพระวอพระตา เจ้าเมืองอุบลราชธานี คือบุตรของอัคราชเมืองยโสธร ท้าวสุวอเป็นกำลังรบที่สำคัญของกองทัพพระยาราชสุภาวดี(ภายหลังได้ตำแหน่ง เจ้าพระยาบดินทร์เดชา) ได้ความดีความชอบในการปราบศึกเจ้าอนุวงศ์เวียงจันทร์มา จึงมีใบบอกกราบบังคมทูลขอตั้งบ้านไผ่หรือบ้านหนองไผ่ เป็นเมืองหนองคาย และขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งท้าวสุวอ เป็นพระปทุมเทวภิบาลเจ้าเมืองหนองคาย เมื่อ พ.ศ. 2370 เป็นต้นมา
        เมืองหนองคาย ภายหลังจากที่เหตุการณ์สงบมากแล้วราษฎรพากันอพยพมาตั้งบ้านเรือนมากขึ้นเป็น ลำดับมีเจ้าเมืองที่ได้รับการแต่งตั้งมาครองเมืองหลายคน จนถึงปี พ.ศ.2420 ก็ได้เกิดศึกฮ่อที่ชายแดนติดต่อกับประเทศญวน ขณะนั้นพระปทุมเทวาภิบาล เป็นเจ้าเมืองหนองคาย สืบต่อจากท้าวสุวอ เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงทราบข่าวการศึกฮ่อ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยามหาอำมาตย์ (ชื่น) ซึ่งไปตรวจราชการอยู่ที่หัวเมืองอิสาน เกณฑ์กองทัพของพระยามหาอำมาตย์ ยกขึ้นไปถึงเมืองหนองคาย เมืองโพนแพง (โพนพิสัย) ก็ทราบว่าผู้คนแตกตื่นหนีศึกฮ่อที่ยกกำลังมาตีเมืองเวียงจันทน์และตั้งมั่น อยู่ที่เมืองเวียงจันทน์แม้แต่กรมการเมืองก็อพยพครอบครัวหนีเข้าป่าเข้าดง ด้วย พระยามหาอำมาตย์ จึงให้หากรมการเมือง ในครั้งนั้นได้สั่งประหารชีวิตท้าวศรีสุราช ตำแหน่งราชบุตรเมืองหนองคาย ที่รักษาการบ้านเมือง ขณะที่เจ้าเมืองไปราชการ และพระยาพิสัยสรเดช (ท้าวหนู) เจ้าเมืองโพนพิสัยที่ไม่อยู่รักษาบ้านเมืองแตกตื่นข่าวศึก ในครั้งนั้นพระมหาอำมาตย์ได้ยกทัพตีศึกฮ่อจนถอยไปทางทุ่งเชียงคำ(ทุ่งไหหิน) บ้านเมืองก็กลับสงบสุข แต่กระนั้นก็ตามยังเกิดศึกฮ่อเป็นครั้งที่ 2 เมื่อ พ.ศ.2428 คราวนี้พวกฮ่อกำเริบเสิบสานได้เข้ายึดทุ่งเชียงคำ (ทุ่งไหหิน) และเข้าโจมตีเมืองเวียงจันทน์อีก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคม (พระยศขณะนั้น) เป็นแม่ทัพเสด็จฯ ไปปราบฮ่อจนราบคาบ หลังจากเสร็จศึกปราบฮ่อแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างอนุสาวรีย์ปราบฮ่อเพื่อบรรจุอัฐิผู้เสียชีวิตในการทำศึกปราบฮ่อไว้ ณ บริเวณเมืองหนองคาย (ด้านข้างสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองหนองคาย ในปัจจุบัน) เมื่อปี พ.ศ.2429
        ปี พ.ศ.2434 ฝรั่งเศสเริ่มขยายอาณาเขตไปถึงประเทศลาวสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นประจักษ์ศิลปาคมมาดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ สำเร็จราชการหัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ (ภายหลังเปลี่ยนเป็นมณฑลลาวพวน และมณฑลอุดรธานี ตามลำดับ) ตั้งกองบัญชาการข้าหลวงใหญ่อยู่ที่เมืองหนองคาย และย้ายไปตั้งที่บ้านเดื่อหมากแข้ง ในปี พ.ศ.2436 และยกบ้านเดื่อหมากแข้งเป็นเมืองอุดรธานี ในปี พ.ศ.2450
        เมื่อย้ายกองบัญชาการข้าหลวงใหญ่มาอยู่ที่อุดรธานีแล้วนั้น เมืองหนองคาย ก็มีฐานะเป็นเมืองหนึ่งของมณฑลลาวพวน (อุดรธานี) ต่อมามีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเจ้าเมืองอุปฮาดราชวงศ์ ราชบุตรในหัวเมืองอิสานเป็นตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ปรากฏชื่อพระยาปทุมเทวาภิบาล (ท้าวเสือ ณ หนองคาย) เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคาย